คุณภาพน้ำเกี่ยวกับโลหะหนักที่เป็นพิษ (Toxic Heavy Metals)

โลหะหนักที่เป็นพิษ (Toxic Heavy Metals) เป็นกลุ่มสารปนเปื้อนที่มองไม่เห็น ไม่มีกลิ่น และไม่มีรส แต่สะสมในร่างกายได้เป็นเวลานาน จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง หากพบในน้ำดื่มในปริมาณเกินมาตรฐาน ถือเป็นอันตรายที่ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง โดยเฉพาะใน น้ำบาดาล และ พื้นที่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรม

โลหะหนักที่เป็นพิษหลักที่ต้องตรวจในน้ำดื่ม

ตามเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ของกรมอนามัย พ.ศ. 2563 กำหนดค่าสูงสุดไว้ดังนี้:

โลหะหนัก สัญลักษณ์ ค่ามาตรฐานสูงสุด (มก./ล.) ความอันตรายหลัก
สารหนู (Arsenic) As 0.01 ก่อมะเร็ง ทำลายผิวหนัง ตับ และระบบประสาท
ตะกั่ว (Lead) Pb 0.01 สะสมในกระดูก สมอง ไต กระทบพัฒนาการเด็ก
ปรอท (Mercury) Hg 0.001 ทำลายระบบประสาท ไต และทารกในครรภ์
แคดเมียม (Cadmium) Cd 0.003 ทำลายไต กระดูก และก่อมะเร็ง
โครเมียมรวม (Total Chromium) Cr 0.05 โครเมียมเฮกซะวาเลนต์ (Cr⁶⁺) เป็นสารก่อมะเร็งสูง

แหล่งที่มาของโลหะหนักในน้ำ

1. จากธรรมชาติ (โดยเฉพาะน้ำบาดาล)

  • สารหนูมักพบในชั้นหินและดินบางพื้นที่ของประเทศไทย เมื่อน้ำใต้ดินไหลผ่านจะละลายสารหนูออกมา
  • พบได้บ่อยในบางจังหวัดภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพื้นที่เคยมีกิจกรรมการทำเหมือง
  • น้ำบาดาลจึงมีความเสี่ยงสูงกว่าน้ำผิวดินในหลายพื้นที่

2. จากกิจกรรมของมนุษย์ (พื้นที่อุตสาหกรรม)

  • โรงงานชุบโลหะ โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ การรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste)
  • เหมืองแร่ โรงงานเคมี และพื้นที่ทิ้งกากอุตสาหกรรม
  • การรั่วไหลของน้ำเสียหรือการชะล้างจากดินปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำใต้ดินและผิวดิน

ในพื้นที่อุตสาหกรรมหรือใกล้แหล่งเหมือง ความเสี่ยงของการปนเปื้อนโลหะหนักจะสูงขึ้นอย่างชัดเจน

ผลกระทบต่อสุขภาพ

โลหะหนักเหล่านี้มีคุณสมบัติ สะสมในร่างกาย (Bioaccumulation) ไม่สามารถขับออกได้ง่าย:

  • สารหนู: รับระยะยาวทำให้เกิดรอยโรคที่ผิวหนัง มะเร็งผิวหนัง ปอด กระเพาะปัสสาวะ และโรคเบาหวาน
  • ตะกั่ว: อันตรายต่อสมองและระบบประสาท โดยเฉพาะในเด็กและหญิงตั้งครรภ์ ลด IQ และพัฒนาการ
  • ปรอท: ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ไต และทารกในครรภ์ (โรค Minamata)
  • แคดเมียม: ทำให้ไตเสื่อม กระดูกเปราะ (โรค Itai-itai) และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง
  • โครเมียม: โดยเฉพาะรูปเฮกซะวาเลนต์ ก่อมะเร็งปอดและระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ

กลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ ทารก เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่ดื่มน้ำจากแหล่งเดียวกันเป็นประจำ

ทำไมน้ำบาดาลและพื้นที่อุตสาหกรรมต้องระวังเป็นพิเศษ?

  • น้ำบาดาลสัมผัสกับชั้นหินและดินเป็นเวลานาน จึงมีโอกาสละลายโลหะหนักได้มากกว่า
  • ในพื้นที่อุตสาหกรรม การปนเปื้อนอาจเกิดจากการรั่วซึมของสารเคมีหรือกากของเสียลงสู่ชั้นน้ำใต้ดินโดยตรง
  • การต้มน้ำ ไม่สามารถกำจัดโลหะหนักได้ บางกรณียังทำให้ความเข้มข้นเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ
  • เครื่องกรองน้ำทั่วไป (เช่น UF หรือ Carbon) มักไม่เพียงพอ ต้องใช้ระบบที่ออกแบบมาเฉพาะ เช่น RO (Reverse Osmosis) หรือเรซินแลกเปลี่ยนไอออน

คำแนะนำในการตรวจสอบและป้องกัน

  1. ตรวจวิเคราะห์อย่างสม่ำเสมอ
    • น้ำบาดาลควรตรวจโลหะหนักที่เป็นพิษอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
    • พื้นที่อุตสาหกรรมหรือใกล้เหมือง ควรตรวจบ่อยกว่านั้น
  2. เลือกห้องปฏิบัติการที่น่าเชื่อถือ ใช้ห้องแล็บที่ได้รับการรับรอง (เช่น จากกรมอนามัย หรือ ISO/IEC 17025) เพราะต้องใช้เครื่องมือที่มีความไวสูง (ระดับ µg/L หรือ ppb)
  3. ระบบบำบัดที่เหมาะสม
    • ระบบ Reverse Osmosis (RO) ร่วมกับเรซินหรือถ่านกัมมันต์ที่ออกแบบสำหรับโลหะหนัก
    • ในบางกรณีอาจต้องใช้ระบบแลกเปลี่ยนไอออนหรือการตกตะกอนทางเคมี
  4. ติดตามประกาศจากหน่วยงานท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีประวัติการปนเปื้อนสารหนูหรือโลหะหนักจากเหมืองและอุตสาหกรรม

สรุป โลหะหนักที่เป็นพิษในน้ำดื่มเป็นภัยเงียบที่อันตรายมาก โดยเฉพาะเมื่อมาจากน้ำบาดาลหรือพื้นที่อุตสาหกรรม การตรวจเพียง TDS หรือ pH อย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องตรวจโลหะหนักที่เป็นพิษโดยตรง หากพบค่าเกินมาตรฐาน ควรหยุดใช้น้ำนั้นดื่มทันทีและเปลี่ยนไปใช้แหล่งน้ำที่ผ่านการรับรองหรือติดตั้งระบบกรองที่เหมาะสม

Ergozo.com
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.