ในบรรดาพารามิเตอร์ทั้งหมดที่ใช้ประเมินคุณภาพน้ำดื่ม คุณภาพทางจุลชีววิทยา ถือเป็นสิ่งที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด เพราะเชื้อโรคสามารถทำให้เกิดอาการป่วยได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน ต่างจากโลหะหนักหรือสารเคมีที่มักส่งผลกระทบระยะยาว
แม้ค่า TDS, pH หรือโลหะหนักจะผ่านเกณฑ์ทั้งหมด หากพบเชื้อแบคทีเรียบ่งชี้การปนเปื้อน น้ำนั้นก็ถือว่า ไม่ปลอดภัยต่อการดื่ม โดยเด็ดขาด
จุลชีววิทยาในน้ำดื่มคืออะไร?
คุณภาพทางจุลชีววิทยา หมายถึงการตรวจหาเชื้อจุลินทรีย์ที่อาจก่อโรค โดยเฉพาะกลุ่มแบคทีเรียที่ใช้เป็น ตัวบ่งชี้ (Indicator Organisms) ว่าน้ำมีการปนเปื้อนจากอุจจาระของคนหรือสัตว์เลือดอุ่นหรือไม่
เชื้อที่ตรวจหลัก ๆ ได้แก่:
- โคลิฟอร์มแบคทีเรียทั้งหมด (Total Coliform Bacteria) เป็นกลุ่มแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อมและทางเดินอาหารของสัตว์เลือดอุ่น การพบเชื้อกลุ่มนี้บ่งชี้ว่าน้ำอาจมีการปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมหรือระบบบำบัดไม่สมบูรณ์
- อี. โคไล (Escherichia coli หรือ E. coli) เป็นแบคทีเรียเฉพาะเจาะจงที่พบในอุจจาระของคนและสัตว์เลือดอุ่นเท่านั้น การตรวจพบ E. coli ถือเป็นหลักฐานชัดเจนว่าน้ำปนเปื้อนจากอุจจาระ และมีความเสี่ยงสูงที่จะมีเชื้อก่อโรคอื่น ๆ เช่น ซาลโมเนลลา ชิเกลลา หรือไวรัสปนอยู่ด้วย
- ฟีคัลโคลิฟอร์ม (Fecal Coliform) เป็นกลุ่มย่อยของโคลิฟอร์มที่ทนอุณหภูมิสูงได้ ใช้เป็นตัวบ่งชี้การปนเปื้อนจากอุจจาระเช่นกัน (ปัจจุบันมักใช้ E. coli แทนเพราะจำเพาะกว่า)
ในบางมาตรฐาน (โดยเฉพาะน้ำดื่มบรรจุขวด) ยังต้องตรวจเชื้อก่อโรคโดยตรง เช่น
- Staphylococcus aureus
- Salmonella spp.
- Clostridium perfringens
มาตรฐานคุณภาพน้ำทางจุลชีววิทยาในประเทศไทย
เกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ กรมอนามัย พ.ศ. 2563
| พารามิเตอร์ | เกณฑ์มาตรฐาน | วิธีทดสอบหลัก |
|---|---|---|
| โคลิฟอร์มแบคทีเรียทั้งหมด (Total Coliform) | ไม่พบใน 100 มล. หรือ < 1.1 MPN/100 มล. | Presence-Absence หรือ Multiple-Tube Fermentation (MPN) |
| อี. โคไล (E. coli) | ไม่พบใน 100 มล. หรือ < 1.1 MPN/100 มล. | Presence-Absence หรือ MPN |
หมายเหตุ: ค่า < 1.1 MPN/100 มล. หมายถึง “ตรวจไม่พบ” ตามวิธีการวิเคราะห์มาตรฐาน
สำหรับ น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (มาตรฐาน อย.) จะเข้มงวดกว่า โดยต้องตรวจไม่พบเชื้อก่อโรคหลายชนิดในตัวอย่าง 100 มิลลิลิตร
แหล่งที่มาของการปนเปื้อนเชื้อในน้ำ
- น้ำเสียจากชุมชนหรือสัตว์เลี้ยงไหลซึมลงสู่แหล่งน้ำดิบหรือบ่อบาดาล
- ท่อน้ำประปารั่วหรือชำรุด ทำให้เกิดการปนเปื้อนย้อนกลับ (back-siphonage)
- บ่อน้ำบาดาลสร้างไม่ถูกสุขลักษณะ (ไม่มีฝาปิดมิดชิด หรืออยู่ใกล้ส้วม)
- ระบบฆ่าเชื้อ (คลอรีน) ไม่เพียงพอ หรือคลอรีนตกค้างหมดไปในท่อส่งน้ำ
- การเก็บกักน้ำในถังที่ไม่สะอาด
น้ำบาดาลและน้ำจากแหล่งน้ำผิวดินที่ไม่ได้ผ่านการบำบัดอย่างถูกต้องมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่น้ำฝนชะล้างสิ่งสกปรกลงสู่แหล่งน้ำ
อันตรายต่อสุขภาพ
เชื้อที่ปนเปื้อนในน้ำสามารถก่อโรคทางเดินอาหารได้หลายชนิด เช่น
- ท้องเสีย อาเจียน
- อหิวาตกโรค
- บิด
- ไทฟอยด์
- โรคไวรัสตับอักเสบเอ
- โรคจากปรสิตบางชนิด
กลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
วิธีการตรวจวิเคราะห์
- วิธี Presence-Absence (P-A Test) ตรวจว่ามีหรือไม่มีเชื้อในตัวอย่างน้ำ 100 มล. เหมาะสำหรับการเฝ้าระวังประจำ
- วิธี Most Probable Number (MPN) ใช้หลอดทดลองหลายหลอดเพื่อประมาณจำนวนเชื้อต่อ 100 มล. เป็นวิธีมาตรฐานที่นิยมใช้
- วิธี Membrane Filtration กรองน้ำผ่านแผ่นกรองแล้วเลี้ยงเชื้อบนอาหารเลี้ยงเชื้อ นับจำนวนโคโลนี
การเก็บตัวอย่างต้องใช้ขวดที่ปลอดเชื้อ และเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ (ไม่เกิน 10°C) แล้วส่งตรวจภายใน 6–24 ชั่วโมง
วิธีป้องกันและควบคุม
- การฆ่าเชื้อในระบบผลิตน้ำ
- ใช้คลอรีน (Free Residual Chlorine ควรอยู่ที่ 0.2–0.5 มก./ล. ที่ปลายท่อ)
- ใช้รังสีอัลตราไวโอเลต (UV)
- ใช้โอโซน
- การป้องกันการปนเปื้อน
- สร้างและบำรุงรักษาบ่อน้ำบาดาลให้ถูกสุขลักษณะ
- ตรวจสอบท่อส่งน้ำและถังเก็บน้ำเป็นประจำ
- ไม่ให้น้ำจากแหล่งสกปรกไหลปนกับระบบน้ำสะอาด
- สำหรับครัวเรือน
- ต้มน้ำให้เดือดอย่างน้อย 1 นาที (หรือ 3 นาทีในที่สูง)
- ใช้เครื่องกรองที่มีระบบฆ่าเชื้อ (เช่น UV หรือ RO + UV)
- เปลี่ยนไส้กรองและทำความสะอาดเครื่องตามกำหนด
สรุป
คุณภาพทางจุลชีววิทยาเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดของความปลอดภัยในน้ำดื่ม เพราะเชื้อโรคสามารถทำให้เกิดโรคได้ทันที การตรวจพบโคลิฟอร์มหรืออี. โคไล แม้เพียงเล็กน้อย ถือว่าน้ำไม่ผ่านเกณฑ์และไม่ควรนำมาดื่ม
ในทางปฏิบัติ ควรตรวจพารามิเตอร์นี้ควบคู่กับค่าทางกายภาพและเคมีเป็นประจำ โดยเฉพาะน้ำบาดาล น้ำจากแหล่งชุมชน หรือน้ำในพื้นที่ที่ระบบสุขาภิบาลยังไม่สมบูรณ์
