น้ำเสียสองโรงงานที่หน้าตาเหมือนกันในถัง อาจต้องใช้สารเคมีคนละตัวและคนละโดสโดยสิ้นเชิง การเลือกสารเคมีผิดชนิดไม่ได้แค่ทำให้น้ำไม่ใส แต่ทำให้ต้นทุนต่อลูกบาศก์เมตรบานปลาย ตะกอนเยอะขึ้น และบางครั้งไปทำลายจุลินทรีย์ในถังเติมอากาศจนระบบล่มทั้งสาย
บทความนี้สรุปสารเคมีบำบัดน้ำเสียที่ใช้จริงในโรงงานไทย แยกตามหน้าที่ พร้อมเกณฑ์ตัดสินใจว่าเมื่อไหร่ควรใช้ตัวไหน
1. สารตกตะกอน (Coagulant) — ตัวจับความขุ่น
หน้าที่คือทำลายประจุลบที่ทำให้อนุภาคเล็ก ๆ ลอยตัวแยกกันอยู่ เพื่อให้อนุภาครวมกันเป็นก้อนเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Micro Floc
PAC (Poly Aluminium Chloride) เป็นตัวที่นิยมที่สุดในปัจจุบัน ทำงานได้ในช่วง pH กว้าง ประมาณ 5–9 ใช้ปริมาณน้อยกว่าสารส้มที่ให้ผลเท่ากัน และดึงค่าความเป็นด่าง (Alkalinity) ของน้ำลงน้อยกว่า จึงประหยัดค่าปูนขาวที่ต้องเติมกลับ มีทั้งแบบผงและแบบน้ำ โดยแบบน้ำสะดวกกว่าเพราะป้อนเข้าปั๊มจ่ายสารเคมีได้เลย ไม่ต้องกวนละลาย
สารส้ม (Alum / Aluminium Sulphate) ราคาต่อกิโลกรัมถูกกว่า PAC แต่ต้องใช้ปริมาณมากกว่า และดึง pH ลงแรง ทำให้ต้องเติมโซดาไฟหรือปูนขาวปรับกลับ เมื่อคิดต้นทุนรวมทั้งระบบ หลายโรงงานพบว่าไม่ได้ถูกกว่าจริง เหมาะกับน้ำที่มีความเป็นด่างสูงอยู่แล้ว
เฟอร์ริกคลอไรด์ (FeCl₃) ตกตะกอนได้ดีมากในน้ำเสียที่มีสารอินทรีย์สูงหรือมีฟอสฟอรัส และช่วยลดปัญหากลิ่นซัลไฟด์ ข้อเสียคือกัดกร่อนอุปกรณ์รุนแรง ต้องใช้ปั๊มและถังที่ทนสารเคมี และทำให้น้ำมีสีออกเหลืองน้ำตาลถ้าใส่เกิน
2. สารช่วยจับตะกอน (Flocculant) — โพลิเมอร์
หลังจาก Coagulant ทำให้เกิด Micro Floc แล้ว โพลิเมอร์จะทำหน้าที่เหมือนสะพานเชื่อมก้อนเล็กให้กลายเป็นก้อนใหญ่ที่หนักพอจะจมได้เร็ว แบ่งเป็น 3 ประจุ
- Anionic (ประจุลบ) ใช้บ่อยที่สุดในน้ำเสียอุตสาหกรรมทั่วไป ใช้คู่กับ PAC
- Cationic (ประจุบวก) เหมาะกับตะกอนชีวภาพและงานรีดตะกอนด้วยเครื่อง Belt Press หรือ Filter Press
- Nonionic (ไม่มีประจุ) ใช้ในน้ำที่มีสภาพเป็นกรดหรือกรณีเฉพาะทาง
จุดที่ผิดกันบ่อยคือละลายโพลิเมอร์เข้มข้นเกินไปหรือกวนแรงเกินไป สายโซ่โมเลกุลจะขาดและประสิทธิภาพหายไปทันที ปกติละลายที่ความเข้มข้นราว 0.1% และกวนช้า ๆ ไม่เกิน 30–60 นาที
3. สารปรับ pH
จุลินทรีย์ในระบบบำบัดชีวภาพทำงานได้ดีที่สุดในช่วง pH 6.5–8.5 และมาตรฐานน้ำทิ้งส่วนใหญ่กำหนดไว้ที่ 5.5–9.0 สารที่ใช้ปรับได้แก่
- โซดาไฟ (NaOH) เพิ่ม pH ได้เร็ว ควบคุมง่าย แต่ราคาสูงกว่าและกัดผิวหนังรุนแรง
- ปูนขาว (Ca(OH)₂) ต้นทุนต่ำ ช่วยเพิ่มความเป็นด่างสำรองให้ระบบ แต่ทำให้เกิดตะกอนเพิ่มและอุดตันท่อได้
- กรดกำมะถัน (H₂SO₄) ใช้ลด pH ในน้ำที่เป็นด่างเกิน
4. สารฆ่าเชื้อ (Disinfectant)
ใช้ที่ปลายทางก่อนปล่อยหรือก่อนนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ ตัวหลักคือ โซเดียมไฮโปคลอไรท์ หรือคลอรีนน้ำ ควบคุมด้วยค่าคลอรีนคงเหลือ ข้อควรระวังคือห้ามเติมย้อนกลับเข้าถังเติมอากาศเด็ดขาด เพราะจะฆ่าจุลินทรีย์ที่เป็นหัวใจของระบบไปด้วย
5. จุลินทรีย์และเอนไซม์
ใช้ในกรณีเริ่มเดินระบบใหม่ (Seeding) ระบบล่มหลังโดนสารเคมีช็อก หรือมีน้ำมันและไขมันสะสมในบ่อดักไขมัน ช่วยย่นเวลาสร้างตะกอนจุลินทรีย์จากหลายสัปดาห์เหลือไม่กี่วัน
6. สารกำจัดฟอง (Antifoam)
ใช้เฉพาะตอนเกิดฟองล้นถัง แต่ควรถือเป็นการแก้ปลายเหตุ เพราะฟองมักบอกว่ามีปัญหาอื่นซ่อนอยู่ เช่น ค่า F/M ไม่สมดุล หรือมีสารลดแรงตึงผิวปนเข้ามาในระบบ
หาโดสที่ถูกต้องด้วย Jar Test
การกะโดสด้วยความเคยชินคือสาเหตุอันดับหนึ่งของค่าสารเคมีที่แพงเกินจำเป็น วิธีที่ถูกคือทำ Jar Test อย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือทุกครั้งที่คุณภาพน้ำเข้าเปลี่ยน
- ตักน้ำเสียตัวอย่างใส่บีกเกอร์ 6 ใบ ใบละ 1 ลิตร
- เติม Coagulant ในโดสไล่ระดับ เช่น 20, 40, 60, 80, 100, 120 ppm
- กวนเร็ว 100–120 รอบต่อนาที นาน 1 นาที
- เติมโพลิเมอร์ประมาณ 0.5–2 ppm แล้วกวนช้า 30 รอบต่อนาที นาน 15 นาที
- ตั้งทิ้งไว้ 30 นาที แล้วดูว่าใบไหนน้ำใสที่สุดโดยใช้สารน้อยที่สุด
- วัด pH และความขุ่นของน้ำใสด้านบนเพื่อยืนยัน
โดสที่ได้จาก Jar Test มักต่ำกว่าที่หน้างานใช้จริงอยู่ 15–30% ซึ่งแปลงเป็นเงินได้ทันทีในบิลสารเคมีเดือนถัดไป
ความปลอดภัยในการจัดเก็บและใช้งาน
สารเคมีกลุ่มนี้เกือบทั้งหมดเป็นสารกัดกร่อน ผู้ปฏิบัติงานควรสวมถุงมือกันสารเคมี แว่นครอบตานิรภัย และชุดกันสารเคมีทุกครั้งที่ผสมหรือเติมสาร จุดผสมสารเคมีควรมีที่ล้างตาฉุกเฉินและฝักบัวฉุกเฉินอยู่ในระยะที่เดินถึงได้ภายใน 10 วินาที รวมถึงต้องแยกเก็บกรดกับด่างคนละพื้นที่ และห้ามเก็บคลอรีนใกล้กรดโดยเด็ดขาด เพราะจะเกิดก๊าซคลอรีนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
คำถามที่พบบ่อย
PAC กับสารส้ม ควรใช้ตัวไหนดี? ถ้าน้ำเสียมี pH ไม่คงที่หรือมีความเป็นด่างต่ำ ให้เลือก PAC เพราะทำงานได้ในช่วง pH กว้างกว่าและไม่ดึง pH ลงแรง แต่ถ้าน้ำมีความเป็นด่างสูงและต้องการควบคุมต้นทุนต่อกิโลกรัม สารส้มยังใช้ได้ดี ทางที่แม่นที่สุดคือทำ Jar Test เทียบทั้งสองตัวแล้วคิดเป็นต้นทุนต่อลูกบาศก์เมตร ไม่ใช่ต้นทุนต่อกิโลกรัม
ใส่สารเคมีมากขึ้นจะทำให้น้ำใสขึ้นเสมอหรือไม่? ไม่ใช่ การเติม Coagulant เกินจุดที่เหมาะสมจะทำให้อนุภาคกลับมามีประจุอีกครั้งและกระจายตัวใหม่ น้ำจะขุ่นกว่าเดิม เรียกว่า Charge Reversal นอกจากเปลืองเงินแล้วยังเพิ่มปริมาณตะกอนที่ต้องกำจัด
สารเคมีบำบัดน้ำเสียมีอายุการเก็บนานแค่ไหน? โดยทั่วไป PAC แบบน้ำเก็บได้ประมาณ 6–12 เดือน โพลิเมอร์แบบผงเก็บได้ 1–2 ปีถ้าปิดสนิทและไม่โดนความชื้น ส่วนโพลิเมอร์ที่ละลายน้ำแล้วควรใช้ให้หมดภายใน 24–48 ชั่วโมง
CTA ปิดท้าย: Phol Entech จำหน่ายสารเคมีสำหรับระบบบำบัดน้ำครบทุกกลุ่ม พร้อมบริการทำ Jar Test และวิเคราะห์คุณภาพน้ำเพื่อหาโดสที่คุ้มที่สุดสำหรับระบบของคุณโดยเฉพาะ ปรึกษาทีมวิศวกรของเราได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
Internal Link: → บทความ 4 (ปัญหาระบบบำบัดน้ำเสีย) ที่ย่อหน้าเรื่องฟองและตะกอน → บทความ 3 (เครื่องเติมอากาศ) ที่ย่อหน้าเรื่องคลอรีนกับจุลินทรีย์ → หน้าสินค้า: สารเคมีบำบัดน้ำ / อุปกรณ์ความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE)
