สารเคมีบำบัดน้ำเสีย มีอะไรบ้าง? 6 ชนิดหลักและวิธีเลือกใช้

น้ำเสียสองโรงงานที่หน้าตาเหมือนกันในถัง อาจต้องใช้สารเคมีคนละตัวและคนละโดสโดยสิ้นเชิง การเลือกสารเคมีผิดชนิดไม่ได้แค่ทำให้น้ำไม่ใส แต่ทำให้ต้นทุนต่อลูกบาศก์เมตรบานปลาย ตะกอนเยอะขึ้น และบางครั้งไปทำลายจุลินทรีย์ในถังเติมอากาศจนระบบล่มทั้งสาย

บทความนี้สรุปสารเคมีบำบัดน้ำเสียที่ใช้จริงในโรงงานไทย แยกตามหน้าที่ พร้อมเกณฑ์ตัดสินใจว่าเมื่อไหร่ควรใช้ตัวไหน

1. สารตกตะกอน (Coagulant) — ตัวจับความขุ่น

หน้าที่คือทำลายประจุลบที่ทำให้อนุภาคเล็ก ๆ ลอยตัวแยกกันอยู่ เพื่อให้อนุภาครวมกันเป็นก้อนเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Micro Floc

PAC (Poly Aluminium Chloride) เป็นตัวที่นิยมที่สุดในปัจจุบัน ทำงานได้ในช่วง pH กว้าง ประมาณ 5–9 ใช้ปริมาณน้อยกว่าสารส้มที่ให้ผลเท่ากัน และดึงค่าความเป็นด่าง (Alkalinity) ของน้ำลงน้อยกว่า จึงประหยัดค่าปูนขาวที่ต้องเติมกลับ มีทั้งแบบผงและแบบน้ำ โดยแบบน้ำสะดวกกว่าเพราะป้อนเข้าปั๊มจ่ายสารเคมีได้เลย ไม่ต้องกวนละลาย

สารส้ม (Alum / Aluminium Sulphate) ราคาต่อกิโลกรัมถูกกว่า PAC แต่ต้องใช้ปริมาณมากกว่า และดึง pH ลงแรง ทำให้ต้องเติมโซดาไฟหรือปูนขาวปรับกลับ เมื่อคิดต้นทุนรวมทั้งระบบ หลายโรงงานพบว่าไม่ได้ถูกกว่าจริง เหมาะกับน้ำที่มีความเป็นด่างสูงอยู่แล้ว

เฟอร์ริกคลอไรด์ (FeCl₃) ตกตะกอนได้ดีมากในน้ำเสียที่มีสารอินทรีย์สูงหรือมีฟอสฟอรัส และช่วยลดปัญหากลิ่นซัลไฟด์ ข้อเสียคือกัดกร่อนอุปกรณ์รุนแรง ต้องใช้ปั๊มและถังที่ทนสารเคมี และทำให้น้ำมีสีออกเหลืองน้ำตาลถ้าใส่เกิน

2. สารช่วยจับตะกอน (Flocculant) — โพลิเมอร์

หลังจาก Coagulant ทำให้เกิด Micro Floc แล้ว โพลิเมอร์จะทำหน้าที่เหมือนสะพานเชื่อมก้อนเล็กให้กลายเป็นก้อนใหญ่ที่หนักพอจะจมได้เร็ว แบ่งเป็น 3 ประจุ

  • Anionic (ประจุลบ) ใช้บ่อยที่สุดในน้ำเสียอุตสาหกรรมทั่วไป ใช้คู่กับ PAC
  • Cationic (ประจุบวก) เหมาะกับตะกอนชีวภาพและงานรีดตะกอนด้วยเครื่อง Belt Press หรือ Filter Press
  • Nonionic (ไม่มีประจุ) ใช้ในน้ำที่มีสภาพเป็นกรดหรือกรณีเฉพาะทาง

จุดที่ผิดกันบ่อยคือละลายโพลิเมอร์เข้มข้นเกินไปหรือกวนแรงเกินไป สายโซ่โมเลกุลจะขาดและประสิทธิภาพหายไปทันที ปกติละลายที่ความเข้มข้นราว 0.1% และกวนช้า ๆ ไม่เกิน 30–60 นาที

3. สารปรับ pH

จุลินทรีย์ในระบบบำบัดชีวภาพทำงานได้ดีที่สุดในช่วง pH 6.5–8.5 และมาตรฐานน้ำทิ้งส่วนใหญ่กำหนดไว้ที่ 5.5–9.0 สารที่ใช้ปรับได้แก่

  • โซดาไฟ (NaOH) เพิ่ม pH ได้เร็ว ควบคุมง่าย แต่ราคาสูงกว่าและกัดผิวหนังรุนแรง
  • ปูนขาว (Ca(OH)₂) ต้นทุนต่ำ ช่วยเพิ่มความเป็นด่างสำรองให้ระบบ แต่ทำให้เกิดตะกอนเพิ่มและอุดตันท่อได้
  • กรดกำมะถัน (H₂SO₄) ใช้ลด pH ในน้ำที่เป็นด่างเกิน

4. สารฆ่าเชื้อ (Disinfectant)

ใช้ที่ปลายทางก่อนปล่อยหรือก่อนนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ ตัวหลักคือ โซเดียมไฮโปคลอไรท์ หรือคลอรีนน้ำ ควบคุมด้วยค่าคลอรีนคงเหลือ ข้อควรระวังคือห้ามเติมย้อนกลับเข้าถังเติมอากาศเด็ดขาด เพราะจะฆ่าจุลินทรีย์ที่เป็นหัวใจของระบบไปด้วย

5. จุลินทรีย์และเอนไซม์

ใช้ในกรณีเริ่มเดินระบบใหม่ (Seeding) ระบบล่มหลังโดนสารเคมีช็อก หรือมีน้ำมันและไขมันสะสมในบ่อดักไขมัน ช่วยย่นเวลาสร้างตะกอนจุลินทรีย์จากหลายสัปดาห์เหลือไม่กี่วัน

6. สารกำจัดฟอง (Antifoam)

ใช้เฉพาะตอนเกิดฟองล้นถัง แต่ควรถือเป็นการแก้ปลายเหตุ เพราะฟองมักบอกว่ามีปัญหาอื่นซ่อนอยู่ เช่น ค่า F/M ไม่สมดุล หรือมีสารลดแรงตึงผิวปนเข้ามาในระบบ


หาโดสที่ถูกต้องด้วย Jar Test

การกะโดสด้วยความเคยชินคือสาเหตุอันดับหนึ่งของค่าสารเคมีที่แพงเกินจำเป็น วิธีที่ถูกคือทำ Jar Test อย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือทุกครั้งที่คุณภาพน้ำเข้าเปลี่ยน

  1. ตักน้ำเสียตัวอย่างใส่บีกเกอร์ 6 ใบ ใบละ 1 ลิตร
  2. เติม Coagulant ในโดสไล่ระดับ เช่น 20, 40, 60, 80, 100, 120 ppm
  3. กวนเร็ว 100–120 รอบต่อนาที นาน 1 นาที
  4. เติมโพลิเมอร์ประมาณ 0.5–2 ppm แล้วกวนช้า 30 รอบต่อนาที นาน 15 นาที
  5. ตั้งทิ้งไว้ 30 นาที แล้วดูว่าใบไหนน้ำใสที่สุดโดยใช้สารน้อยที่สุด
  6. วัด pH และความขุ่นของน้ำใสด้านบนเพื่อยืนยัน

โดสที่ได้จาก Jar Test มักต่ำกว่าที่หน้างานใช้จริงอยู่ 15–30% ซึ่งแปลงเป็นเงินได้ทันทีในบิลสารเคมีเดือนถัดไป


ความปลอดภัยในการจัดเก็บและใช้งาน

สารเคมีกลุ่มนี้เกือบทั้งหมดเป็นสารกัดกร่อน ผู้ปฏิบัติงานควรสวมถุงมือกันสารเคมี แว่นครอบตานิรภัย และชุดกันสารเคมีทุกครั้งที่ผสมหรือเติมสาร จุดผสมสารเคมีควรมีที่ล้างตาฉุกเฉินและฝักบัวฉุกเฉินอยู่ในระยะที่เดินถึงได้ภายใน 10 วินาที รวมถึงต้องแยกเก็บกรดกับด่างคนละพื้นที่ และห้ามเก็บคลอรีนใกล้กรดโดยเด็ดขาด เพราะจะเกิดก๊าซคลอรีนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต


คำถามที่พบบ่อย

PAC กับสารส้ม ควรใช้ตัวไหนดี? ถ้าน้ำเสียมี pH ไม่คงที่หรือมีความเป็นด่างต่ำ ให้เลือก PAC เพราะทำงานได้ในช่วง pH กว้างกว่าและไม่ดึง pH ลงแรง แต่ถ้าน้ำมีความเป็นด่างสูงและต้องการควบคุมต้นทุนต่อกิโลกรัม สารส้มยังใช้ได้ดี ทางที่แม่นที่สุดคือทำ Jar Test เทียบทั้งสองตัวแล้วคิดเป็นต้นทุนต่อลูกบาศก์เมตร ไม่ใช่ต้นทุนต่อกิโลกรัม

ใส่สารเคมีมากขึ้นจะทำให้น้ำใสขึ้นเสมอหรือไม่? ไม่ใช่ การเติม Coagulant เกินจุดที่เหมาะสมจะทำให้อนุภาคกลับมามีประจุอีกครั้งและกระจายตัวใหม่ น้ำจะขุ่นกว่าเดิม เรียกว่า Charge Reversal นอกจากเปลืองเงินแล้วยังเพิ่มปริมาณตะกอนที่ต้องกำจัด

สารเคมีบำบัดน้ำเสียมีอายุการเก็บนานแค่ไหน? โดยทั่วไป PAC แบบน้ำเก็บได้ประมาณ 6–12 เดือน โพลิเมอร์แบบผงเก็บได้ 1–2 ปีถ้าปิดสนิทและไม่โดนความชื้น ส่วนโพลิเมอร์ที่ละลายน้ำแล้วควรใช้ให้หมดภายใน 24–48 ชั่วโมง


CTA ปิดท้าย: Phol Entech จำหน่ายสารเคมีสำหรับระบบบำบัดน้ำครบทุกกลุ่ม พร้อมบริการทำ Jar Test และวิเคราะห์คุณภาพน้ำเพื่อหาโดสที่คุ้มที่สุดสำหรับระบบของคุณโดยเฉพาะ ปรึกษาทีมวิศวกรของเราได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

Internal Link: → บทความ 4 (ปัญหาระบบบำบัดน้ำเสีย) ที่ย่อหน้าเรื่องฟองและตะกอน → บทความ 3 (เครื่องเติมอากาศ) ที่ย่อหน้าเรื่องคลอรีนกับจุลินทรีย์ → หน้าสินค้า: สารเคมีบำบัดน้ำ / อุปกรณ์ความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE)

Ergozo.com
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.